เครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพู ในเครื่องประกอบอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
เครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพู ในเครื่องประกอบอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
19/8/2561 / 46 / สร้างโดย Web Admin

สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี *

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓) เป็นยุคที่สยามประเทศมีความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน อันเกิดจากกระแสวัฒนธรรมตะวันตก ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมไทยในสมัยนั้น ในราชสำนักไทยก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แทนการพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศที่เคยมีมาแต่โบราณ ปัจจุบันมีการพระราชทานเครื่องประกอบอิสริยยศแก่เจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเฉพาะในโอกาสสำคัญที่มีการเลื่อนพระอิสริยยศให้สูงขึ้นและพระราชทานให้ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าถ่ายภาพไว้เป็นเกียรติยศเท่านั้น ดังเช่นการพระราชทานเครื่องราชูปโภคเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญและสูงสุดของเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าฝ่ายใน ที่ไม่เคยปรากฏในรัชกาลก่อน โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงได้รับพระราชทานเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศตามโบราณราชประเพณีจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคราวสถาปนาพระอิสริยยศและพระอิสริยศักดิ์ให้สูงขึ้น ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ [๑] ปัจจุบันเครื่องราชูปโภคทองคำในเครื่องประกอบพระอิสริยยศดังกล่าว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมภายในศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์ ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศชุดนี้ (ภาพที่ ๑) ตามประวัติกล่าวว่า สร้างขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และเคยโปรดเกล้าฯ พระราชทานประกอบพระอิสริยยศสมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗[๒] มาก่อน และเป็นเครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพูที่มีความสวยงามเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากการลงยาสีทั่วไปที่เน้นการลงยาสีแดงและสีเขียวเป็นหลัก


เครื่องราชูแโภคทองคำลงยาสีชมพู

ภาพที่ ๑ เครื่องราชูแโภคทองคำลงยาสีชมพูในชุดเครื่องประกอบพระอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


ที่มาของการลงยาสีชมพู

การลงยาสีชมพูมีที่มาจากความต้องการเพิ่มสีสันให้กับเครื่องทองแทนการประดับอัญมณี ซึ่งก่อนสมัยอยุธยาใช้อัญมณีประดับตกแต่งโดยการขึ้นกระเปาะรูปก่อนฝังอัญมณีหรือหินสีที่เครื่องทอง [๓] (ภาพที่ ๒) แต่เนื่องจากอัญมณีเป็นของหายากมีราคาสูง ในสมัยอยุธยาเมื่อมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอาหรับและเปอร์เซียจึงนำเทคนิคการลงยาสีมาใช้ในการประดับเครื่องทองแทน โดยพบหลักฐานเก่าที่สุดในสมัยอยุธยาตอนต้น จากกรุเครื่องทองวัดมหาธาตุ ในระยะแรกเริ่มอาจใช้หินสีมีค่าหรือกึ่งมีค่า แต่ต่อมามีราคาแพงจึงเปลี่ยนมาใช้แก้วสีต่างๆ มาบดละเอียดแล้วความร้อนจากการเผาไฟช่วยหลอมละลายมาประดับบนลวดลายให้เกิดความสวยงาม กลายเป็นงานเครื่องทองลงยา โดยสีแดงและสีเขียวเป็นสีที่นิยมใช้ในระยะแรก ต่อมามีสีขาว สีน้ำเงินและสีฟ้าหรือที่เรียกว่าลงยาสีราชาวดี [๔] ซึ่งเป็นสีที่เกิดขึ้นและนิยมในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สำหรับยาสีชมพูน่าจะมาจากยาสีแดงผสมกับยาสีขาว จึงทำให้ยาสีออกเป็นสีชมพู ซึ่งยาสีชมพูมักพบในเครื่องทองที่มีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ หรือเครื่องทองที่มีอิทธิพลจากตะวันตก สันนิษฐานว่าเครื่องทองลงยาสีชมพูเป็นที่นิยมในรัชสมัยนั้นและถูกจำกัดใช้ในราชสำนักเท่านั้น ตลอดจนอาจเป็นสีที่ทรงโปรดปราน ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปในงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นสีประจำวันอังคารซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพ ถือว่าเครื่องทองลงยาสีชมพูเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องทองสมัยรัตนโกสินทร์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕


การใช้อัญมณีหรือหินสีประดับตกแต่งบนพื้นผิวเครื่องทองในสมัยโบราณ

ภาพที่ ๒ การใช้อัญมณีหรือหินสีประดับตกแต่งบนพื้นผิวเครื่องทองในสมัยโบราณ


ความสำคัญของเครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพู

จากหลักฐานที่ปรากฏโดยเปรียบเทียบกับงานศิลปกรรมร่วมสมัยเดียวกัน และภาพถ่ายเก่า แสดงให้เห็นว่าเครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพูสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ และใช้พระราชทานเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศเจ้านายในระดับชั้นเจ้าฟ้าหรือเจ้านายชั้นสูงมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการลงยาสีชมพูนอกจากแสดงให้เห็นถึงสีพระราชนิยมหรือเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์แล้ว ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของงานช่างทองในราชสำนักสยาม และแสดงให้เห็นการรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาปรับใช้ในงานช่างศิลป์ของไทยได้อย่างลงตัวจนเอกลักษณ์ของเครื่องทองลงยาสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้อย่างชัดเจน


ลักษณะเครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพู ในเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี

ในชุดเครื่องราชูปโภคที่เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศชุดนี้แสดงอยู่ภายในศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ มีเครื่องราชูปโภคทองคำจำนวน ๒๗ ชิ้น โดยมีเครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑๔ ชิ้น ประกอบด้วย

๑) พานพระศรีทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๒) ผอบทรงปริกทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๓ ชิ้น
๓) ซองพลูทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๔) จอกหมากทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๒ ชิ้น
๕) ตลับภู่ทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๖) พระกรรบิดหรือมีดด้ามทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๗) ขันน้ำเสวยพร้อมฝาครอบทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๘) พานรองขันน้ำเสวยทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๙) จอกลอยทองคำลงยาสีชมพู จำนวน ๑ ชิ้น
๑๐) หีบพระศรีทองคำลงยาสีชมพู ฝาตราจุลมงกุฎ จำนวน ๑ ชิ้น
๑๑) พระสุพรรณศรีหรือกระโถนทองคำลงยาสีชมพู จำนน ๑ ชิ้น

ลวดลายที่ใช้ในการลงยาสีชมพู

ลวดลายที่ใช้ในการลงยาสีชมพูที่ปรากฎในเครื่องประกอบพระอิสริยยศชุดนี้มี ๓ แบบ ได้แก่

แบบที่ ๑ ลายเครือเถาดอกรำเพยและผลทับทิม (ภาพที่ ๓) ลายนี้ถือว่าเป็นลายหลัก โดยพบ ในเครื่องประกอบอิสริยยศชุดนี้หลายชิ้น ลักษณะเป็นลายเครือเถาดอกไม้แบบตะวันตก วางกระบวนลายโค้งงออ่อนช้อย มีลักษณะเด่นอยู่ที่ลายดอกไม้กลีบยาวลงยาสีชมพู ซึ่งมีลักษณะเดียวกับลายช่อดอกรำเพยบน เงินพดด้วงที่ระลึกสมัยรัชกาลที่ ๕ มีใบเรียวยาวและมีผลลูกไม้ลงยาสีเขียว มีก้านดอกยาวเลื้อยเป็นเครือเถา พื้นลายลงยาสีแดง ลักษณะลายดังกล่าวน่าจะเป็นลายประยุกต์ขึ้นสำหรับใช้ในเครื่องราชูปโภคของฝ่ายใน ส่วนลายผลไม้ที่ปะปนอยู่คล้ายผลทับทิม ซึ่งเป็นผลไม้มงคลตามคติของจีน ที่ฝาจุกทำเป็นผลไม้เสมือนจริงเป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลตะวันตก ลักษณะลายแบบนี้จึงเรียกว่า ลายเครือเถาดอกรำเพยและผลทับทิม [๕]

 

ลายเครือเถารำเพยและผลทับทิม

ภาพที่ ๓ ลายเครือเถารำเพยและผลทับทิม


แบบที่ ๒ ลายเถาดอกไม้ใบไม้ (ภาพที่ ๔) ในเครื่องประกอบพระอิสริยยศชุดนี้ปรากฏลวดลายแบบนี้ จำนวน ๓ ชิ้น ได้แก่ พระกรรบิด ตลับภู่ และพระสุพรรณศรี โดยมีลักษณะเป็นลายเถาดอกไม้สลับกับใบไม้ วางกระบวนลายในแนวตั้ง ประกอบด้วยดอกไม้ ๕ กลีบลงยาสีชมพู เกสรลงยาสีแดง ใบไม้เรียวยาวและก้านลงยาสีเขียว ลายลงยาดอกไม้สีชมพู มีผู้อธิบายว่าเป็นลายดอกรำเพย [๖] หรือลายดอกชมพู่เกสรแดง [๗] เป็นลายเครื่องทองลงยาสีชมพูอีกลายหนึ่งทีเป็นเอกลักษณ์ในศิลปะรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๕ สังเกตุว่ามีลายผลไม้ลงยาสีชมพูที่ปะปนอยู่ลักษณะผลคล้ายกับแบบที่ ๑ อาจหมายถึงผลทับทิม ซึ่งเป็นผลไม้มงคลตามคติความเชื่อของจีนเช่นเดียวกัน ส่วนพื้นลงยาสีแดงตามรูปแบบที่นิยมใช้สีพื้นเป็นสีแดง


ลายเครือเถาดอกไม้ใบไม้

ภาพที่ ๔ ลายเครือเถาดอกไม้ใบไม้


แบบที่ ๓ ลายก้านต่อดอกใบเทศ (ภาพที่ ๕) เป็นลายประดับบนฝาหีบพระศรีและลายประดับบนตลับสามใบเถา มีลักษณะลายเป็นใบเทศ ปลายใบหยักเป็นสามแฉก แล้วนำต่อกันเป็นช่อต่อกัน โดยวางกระบวนลายอย่างเป็นระเบียบ กลีบดอกใบเทศและมีก้านของแต่ละลายมาร้อยซ้อนกัน หรือนำมาต่อกันด้วยก้าน กลายเป็นลายก้านต่อดอกใบเทศ ลงยา การลงยาลักษณะเช่นนี้มีเทคนิคการเซาะร่องลายเพื่อลงยาสีแดง สีเขียว สีชมพู และสีน้ำเงินเว้นจังหวะสลับกัน การลงยาสีชมพูที่ปรากฏให้เห็นนี้สอดคล้องกับตราสัญลักษณ์จุลมงกุฎที่อยู่บนฝาหีบพระศรีอีกด้วย


ลายก้านต่อดอกใบเทศ

ภาพที่ ๕ ลายก้านต่อดอกใบเทศ


เทคนิคที่ใช้ในการลงยาสีชมพู

เทคนิคที่ใช้ในการสร้างลวดลายลงยาสีชมพูในเครื่องประกอบพระอิสริยยศฯ ชุดนี้ มีเทคนิค ๒ แบบ ได้แก่

๑. การสลักลายดุนนูน (ภาพที่ ๕) เป็นเทคนิคการลงยาแบบดั้งเดิมการสลักลายบนเครื่องทองลงยา ลักษณะการสลักลวดลายแบบนี้เป็นการสลักดุนลายบนโลหะให้ขอบลายนูนสูงขึ้น ให้เป็นเส้นลายเพื่อให้ยาสีที่ลงไปอยู่ภายในขอบเส้นลายที่กำหนด โดยลงยาสีชมพูที่ตัวลายหลัก เช่น กลีบดอกไม้ หรือผลไม้


การสลักลายดุนนูน

ภาพที่ ๕ การสลักลายดุนนูน


๒. การสลักร่องลายลงยา (ภาพที่ ๖) เป็นเทคนิคให้ที่พบได้เฉพาะในงานเครื่องทองลงยา สมัยรัตนโกสินทร์ การลงยาสีในเทคนิคนี้ใช้การสลักร่องลายลงบนพื้นผิววัสดุให้ลึกแล้วลงยาสีตามร่องลายที่ต้องการ ให้น้ำยาสีเรียบเสมอพื้นลายหรือพื้นผิววัสดุหรือเครื่องทอง โดยไม่มีการลงยาสีที่พื้นลาย


การสลักร่องลายลงยาสีชมพู

ภาพที่ ๖ การสลักร่องลายลงยาสีชมพู


เครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพูในเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่จัดแสดงอยู่ในศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ นั้น เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นการพัฒนาเทคนิคการผสมยาสีบนเครื่องทองให้มีหลากสีมากขึ้น สะท้อนให้เห็นการรับอิทธิพลด้านงานช่างศิลป์จากต่างชาติเข้ามาปรับใช้ในงานช่างศิลป์ไทยได้อย่างลงตัว กลายเป็นเอกลักษณ์ของงานช่างในรัชสมัยนั้น ประกอบกับสีชมพูเป็น สีพระราชนิยมในงานศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำให้เครื่องราชูปโภคทองคำลงยาสีชมพูเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของเครื่องราชูปโภคทองคำในสมัยรัชกาลที่ ๕ หรือสมัยรัตนโกสินทร์ ที่มีคุณค่าคู่ควรแก่การใช้เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศเจ้านายชั้นสูงของไทยสืบมาถึงปัจจุบัน



*ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ ส่วนจัดแสดงทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์.

[๑] สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. เครื่องราชอิสริยยศ พระบรมราชวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์. หน้า ๘๑.
[๒] เล่มเดียวกัน. หน้า ๘๒.
[๓] สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี. เครื่องราชูปโภคทองคำสมัยรัชกาลที่ ๕ ในศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์. การค้นคว้าอิสระหลักสูตร์ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๖ , หน้า ๔๐.
[๔] กรมศิลปากร. ช่างศิลป์ไทย.(กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), ๒๕๓๗), หน้า ๑๕๖.
[๕] สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี.ลายเครือเถาดอกรำเพยและผลทับทิม : ลายไทยประยุกต์สมัยรัชกาลที่ ๕ ในเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. สารสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ฉบับที่ ๒๖ ประจำเดือนเมษายน – กันยายน ๒๕๕๗, หน้า ๑๓.
[๖] กรมธนารักษ์. ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินความงามอันทรงคุณค่า. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), ๒๕๕๔, หน้า๒๐๔.
[๗] สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. เครื่องอิสริยยศพระบรมราชวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้ง,๒๕๓๙, หน้า ๔๔.

 

เอกสารอ้างอิง

กรมธนารักษ์. ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินความงามอันทรงคุณค่า. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), ๒๕๕๔.
กรมศิลปากร. ช่างศิลป์ไทย.กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), ๒๕๓๗.
กรมศิลปากร. สมุดภาพจดหมายเหตุพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุวราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ๒๕๔๒.
สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี. เครื่องราชูปโภคทองคำสมัยรัชกาลที่ ๕ ในศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์. การค้นคว้าอิสระหลักสูตร์ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๖.
สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี.ลายเครือเถาดอกรำเพยและผลทับทิม : ลายไทยประยุกต์สมัยรัชกาลที่ ๕ ในเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. สารสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ฉบับที่ ๒๖ ประจำเดือนเมษายน – กันยายน ๒๕๕๗.
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. เครื่องราชอิสริยยศ พระบรมราชวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : บริษัทรีเจนซี่บรั่นดีไทย จำกัด,๒๕๓๙.
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. กรุงเทพฯ : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๓๖.
สถาบันพระปกเกล้า. เฉลิมพระยศเจ้านายฝ่ายใน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษาฯ, ๒๕๕๐.


ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง line
มาสกและกหาปณะ : เงินตราพุทธกาลในคัมภีร์สังขยาปกาสกปกรณ์และฎีกา
3/9/2561 / 310
เงินตรานับได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของสังคมมนุษย์ โ..
ภาพจำลองพระพุทธชินสีห์บนเหรียญที่ระลึกสำคัญของไทย
2/9/2561 / 183
พระพุทธรูปเป็นศาสนวัตถุอันเกิดจากความเชื่อและความศรัทธา คติในการ..
เหรียญที่ระลึกพระสยามเทวาธิราช พ.ศ. 2540
1/9/2561 / 263
โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อตกอยู่ในสภาวะวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ..